Loading...

28-Jul; 2024 : ค่ำคืนคลี่ผืนผ้าสีดำห่มคลุมท้องฟ้า เมืองปัตตานีเงียบสงัด มวลอากาศโอบอุ้มกลิ่นดินหมาดชื้นหลังฝนทิ้งเม็ดไปพร้อมแสงตะวันพลบ เจือจางสายควันธูปจากศาลเจ้าแม่ในตลาดย่านเมืองเก่า เสียงอาซานจากมัสยิดแผดเสียงกังวานกึกก้องทั้งโค้งคุ้งแม่น้ำ เรือกอและสีสันฉูดฉาดจอดพักสงบนิ่งเรียงรายตรงริมท่าน้ำ
อิลฮามหยุดฝีเท้าตรงกลางสะพานเดชานุชิต เหม่อมองดาวเหนือสุกสกาววิบวาวแสง รำพึงกับตัวเองเบาๆ “ถึงบ้านเสียที”
“เธอ นี่เธอจริงๆ”
ใครๆ ก็รู้ อิลฮาม เป็นปอแน (กะเทย) ก่อนมีคำศัพท์ LQBTQIA++ เสียอีก อิลฮาม เกิดและโตมาในย่านตลาดพิธานหน้าห้างไดอาน่าปัตตานี แม่เปิดร้าน ‘รุเมาะห์’ (แปลว่า บ้าน) ขายขนมหวานขึ้นชื่อ ส่วนพ่อเป็นครูสอนศาสนาโรงเรียนดัง อิลฮามมีน้องสาว 1 คน เรียบร้อยปกติดี จะมีที่ผิดแผกแปลกประหลาด ก็คือ ตัวอิลฮามเอง ที่ดันเกิดมาเป็นกะเทยในครอบครัวและสังคมมุสลิมเข้มข้นขนาดนี้
พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีศัพท์เรียกกันติดปากว่า 3G ทั้งปัตตานี ยะลา นราธิวาส คือ แหล่งรวมวัยรุ่นสามจังหวัดเทสดี อาแบตาเฟ่ อาเด๊ะยาเง๊าะ แฟชั่นเสื้อผ้ามือสองคัดเกรดจากตลาดรูสะมิแล ขายในราคานักศึกษาหรือราคากันเอง ถูกใจชาวเจน Z เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะแต่งเป็นสไตล์เซอร์ๆ เด็กแนว ติสท์แตก เรียบร้อย ติดแกลม เป็นดาระ ก็แจ่มแมว โคตรจ๊าบ สุดจึ้ง !
สมัยก่อน อิลฮาม จำได้ว่าปัตตานีไม่ได้ทันสมัยขนาดนี้ แต่ผู้คนก็ใจดีและเขามีชีวิตที่สนุกสนาน ช่วงวัยรุ่นเขาช่วยแม่ขายขนมหวาน แม้จะเป็นกะเทยหัวโปก อยู่ในร่างวัยรุ่นชายผมสั้นเกรียน แต่ก็ยังมีคนตั้งฉายาเขาว่าเป็น ‘เจ้าหญิงตลาดพิธาน’ ด้วยจริตจะก้านการพูดจาออดอ้อนลูกค้า น้ำเสียงเจื้อยแจ้ว ช่างเจรจา กลายเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่ใครๆ ก็จดจำได้ ในยุคนั้นไม่มีใครไม่รู้จักเขา ส่วนที่โรงเรียน อิลฮาม คือ กะเทยสาวผู้เป็นดาวรุ่งในการแสดงประกวดร้องเล่นเต้นรำบนเวทีมัธยมฯ อิลฮามบอกตัวเอง “ชีวิตของเขาอาจไม่ Halal แต่หัวใจเขามีพระเจ้าเสมอ”
เมื่อ 15 ปีก่อน เขาเดินทางจากบ้านเกิดไปทำงานที่ภูเก็ต ตำแหน่งช่างแต่งหน้านางโชว์ในผับคาบาเร่ ท่ามกลางสังคมคนทำงานกลางคืน เขาพบเจอผู้คนหลากหลาย ทั้งกะหรี่นานาชาติ กะหรี่ภูธร กะเทยภูมิภาค ฝรั่งซำเหมา นักดนตรี ศิลปิน ช่างสัก นักมวยไทย แม่ค้า คนขับแท็กซี่ และค้นพบ ‘ตัวเอง’ ในอีกภาคหนึ่ง
ยามห่างบ้าน อิลฮาม ได้เป็นตัวของตัวเองเต็มที่ การได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริง หนวดเคราครึ้มถูกโกนจนเรียบเนียน คิ้วเข้มถูกกันเข้าทรงโก่งโค้ง แต่งหน้าแต่งตา แต่งหญิง มีนมผมยาว สวยโดดเด่น ใช้ชื่อในวงการว่า ‘เจ๊เชอรี่’ เมคอัพอาร์ตทิสต์ ที่เนรมิตได้ ทุกหน้า ทุกลุค ฝีมือสุดยอดราวกับขายวิญญาณให้กับปีศาจเครื่องสำอาง ไม่ใช่งานบ้านๆ แต่เป็นศิลปินนักสร้างสรรค์ระดับกู้โลก “เรื่องจริง !! บ่อคือ propaganda เด้ออออ !! ไปส่องใน Instagram สิ แล้วจะรู้ว่ามัน ดืออออออ จริมๆ” เจ๊เชอรี่ คอนเฟิร์มมมมม !!
ตลอด 15 ปีที่จากบ้านไป อิลฮามกลับมาบ้านเพียงครั้งเดียว นั่นคือ วันที่พ่อตาย มาทันเห็นหน้าครั้งสุดท้ายก่อนฝังศพที่กุโบร์ประจำหมู่บ้าน การกลับไปบ้านเกิดในร่างของ ‘เจ๊เชอรี่’ สร้างเสียงซุบซิบนินทาไปทั่วทั้งตลาด ญาติๆ ต่างส่ายหน้า เอือมระอา แม่ต้องย้ายไปอยู่กับครอบครัวของน้องสาวที่สงขลา เพื่อจะได้ไม่ต้องโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาจนเกินไป
บ้านถูกทิ้งร้างไว้ตั้งแต่วันนั้น...
one night miracle
อิลฮาม กลับบ้านอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีใครตาย หรือไม่ ก็อาจเป็นตัวตนของ ‘เจ๊เชอรี่’ ที่ตายจากไป อิลฮาม กลับมาในร่างใหม่ ศิลปินชายแท้ ผู้เคร่งครัดในศาสนา และอุทิศตนให้กับงานศิลป์เพื่อชุมชน สังกัดกลุ่มศิลปินชายแท้มุสลิมที่เชื่อมั่นในหลักการ ‘ผู้ชายอนุญาตให้มีภรรยาสี่คนได้’ เขาไว้เครา ตัดผมสั้นเกรียน สวมชุดมลายูผ้าพื้นเมืองเรียบง่าย และไม่เอ่ยถึงอดีตอีกแม้แต่น้อ
ปัจจุบันอิลฮามเป็นที่รู้จักในหมู่นักทำงานศิลปะว่าเป็นชายผู้จริงใจ รักความเรียบง่าย และต่อต้านศิลปะแนวอีลิทที่ชอบอวดฉลาดเกินไป ไม่ต้องปีนบันไดดู เขาทำงานศิลปะในหมู่บ้าน สอนเด็กๆ วาดลวดลายบนแผ่นไม้ ออกแบบสเตนซิลศิลปะจัดวางกลางแจ้ง เขาไม่ใช่ศิลปินบ้านรวย ไม่มีสตูดิโอมีเดียใหญ่โต มีเพียงมือเปื้อนสี กับความศรัทธาว่า “ศิลปะไม่เป็นเจ้านายใคร และศิลปะไม่เป็นขี้ข้าใคร”
ครั้งหนึ่งระหว่างเวทีเสวนางานศิลปะมลายู อิลฮามพูดอย่างดุดันต่อหน้าผู้ฟังว่า “อย่ามาถามว่า นี่คือศิลปะหรือไม่ ? เพราะนี่คืองานจากแพชชัน ! มันจำเป็นไม่ต้องสะท้อนสังคมอะไร ถ้าคุณไม่มีตาเห็น!” เขาได้รับเสียงปรบมือดังก้อง ขณะที่เดินลงเวทีอย่างสง่างาม
ในกิจกรรม One night miracle เวทีศิลปะเชิงทดลองที่มีแนวคิดการจับคู่ศิลปินแบบสุ่ม แล้วสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมกันในเวลา 24 ชั่วโมง คู่ของอิลฮาม คือ ‘ฟองแก้ว’ เพื่อนสาวสมัยมัธยมฯ ที่เคยร่วมเต้นลิปซิงค์ในงานโรงเรียนสมัยอิลฮามยังเป็นกะเทยหัวโปก
“ฮายยยยยยยยยยยยยยย กะเทยยยยยยย” ฟองแก้วทักทายเสียงดังลั่นหัวเราะเฮฮา เข้าไปกอดบ่าโอบไหล่เพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานาน
“ตอนนี้ผมคืออิลฮามแล้วครับ ดีใจที่ได้พบกันอีกนะฟองแก้ว เรามาเริ่มภารกิจกันเถอะ !!” อิลฮามในชุดมลายูเต็มยศมาดศิลปินชายแท้เทสดี หนวดเคราเขียวครึ้มถูกตกแต่งเป็นอย่างดีบนใบหน้าหล่อเหลา ทำให้หัวใจของฟองแก้วหวั่นไหวเล็กน้อย
เวลา 24 ชั่วโมง เริ่มบ่ายวันนี้ไปจนถึงบ่ายของอีกวัน อิลฮามและฟองแก้วทำงานกันไปในบรรยากาศเรียบเรื่อย พูดคุยปรึกษากันเบาๆ ตลอดทางของกระบวนการสร้างสรรค์ ผลงานของเพื่อนรักทั้งสองกลายเป็นประติมากรรมจัดวางสังคมห่มคลุมด้วยผืนผ้าบาติกโทนสีแสบสันต์ จับกลุ่มอยู่ตรงกลางลานนิทรรศการ ในชื่อว่า ‘เส้นของเงา’ โดยไม่มีคำอธิบาย ไม่มีกรอบแนวคิด
คืนนั้น พวกเขานั่งคุยกันใต้แสงจันทร์เคียงกันข้างผลงานชิ้นนั้น จนถึงเช้า
ช่างเป็นค่ำคืนแสนมหัศจรรย์ ที่ดลบันดาลปาฎิหาริย์แก่ชีวิตของอิลฮามนับแต่นั้น
ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น
หลายเดือนผ่านไป อิลฮามกลายเป็นคนดังในวงการศิลปะ เริ่มมีคนพูดถึงมากขึ้นสื่อมวลชนเขียนถึงเขาในคอลัมน์เสพศิลป์ ข้อความพาดหัวบทความ "ชายผู้หลุดพ้นจากตัวตนเดิม ทิ้งชีวิตกะเทยมุ่งสู่ชีวิต Halal" ขณะที่ภายนอกอิลฮามได้รับการยกย่องว่าคือแบบอย่างของการกลับใจอย่างน่าชื่นชม แต่ภายในใจเขากลับเริ่มอึดอัดหายใจไม่สะดวก
ทุกเช้าเขาตื่นขึ้นพร้อมเคราครึ้มในเครื่องแต่งกายชายมุสลิม แต่เขายังคงเก็บขวดน้ำหอมกลิ่นเดิมที่เคยใช้สมัยเป็น ‘เจ๊เชอรี่’ เอาไว้ เขาเริ่มรู้สึกว่าทุกคำชม ทุกคำอวยยศ ทุกคำเยินยอ มันเป็นบทละครที่เขาแสดงได้ดีจนแม้แต่เขาเองก็เชื่อมันไปแล้ว
กระทั่งค่ำคืนหนึ่ง อิลฮามฝันถึงเจ๊เชอรี่ ยืนยิ้มอยู่บนเวทีคาบาเร่โชว์ ร่ายรำอยู่ภายใต้แสงไฟแดงฉาน แล้วพูดว่า “ขอบใจนะ ที่ให้ฉันตายลงอย่างงดงาม… แต่จำไว้นะ ความตายของบางอย่าง มันไม่ได้คงทนถาวร”
ในการจัดแสดงนิทรรศการครั้งใหม่ของกลุ่มศิลปินชายแท้มุสลิม อิลฮามเปิดตัวงาน Social Installation ศิลปะจัดวางสังคมชุดใหม่ชื่อว่า ‘ภรรยาทั้งสี่ในตัวฉัน’ โดยไม่ได้บอกใครล่วงหน้า ผลงานนั้นคือกระจก 4 บาน แต่ละบานสะท้อนตัวตนที่แตกต่างกันของเขาเอง
กระจกบานแรก คือ ชายมุสลิมผู้ศรัทธา กระจกบานที่สอง คือ กะเทยวัยรุ่น กระจกบานที่สาม คือ ศิลปินนักสู้ และกระจกบานสุดท้าย คือ กระจกที่ไม่สะท้อนเงาใดๆ เลย ภายใต้ผลงานเขาเขียนข้อความว่า “ขอโทษนะ ฉันไม่ใช่ชายแท้ ฉันไม่ใช่กะเทย ฉันไม่ใช่ศิลปินที่รับใช้ใคร และฉันไม่ใช่ตัวแทนของศาสนาใด ฉันเป็นแค่แรงงานศิลปะ ที่ขอตื่นขึ้นมาทุกวัน ด้วยเหตุผลของความเป็นตัวฉันเอง เพียงเท่านั้น”
งานศิลปะชิ้นนั้นกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ หลายคนด่าทอ หลายคนชื่นชม หลายคนตีความ และหลายคนถามว่า “นี่ศิลปะหรือ? You call this art?” นี่มันงานขยะชัดๆ หลายคนเรียกร้องให้ขับไล่อิลฮามออกจากกลุ่ม บางคนบอกว่าเขา ‘ผิดศรัทธา’ บ้างก็ว่า ‘ตกศาสนา’
อิลฮามไม่ตอบโต้ เขากลับบ้านไปเปิดกล่องที่ซ่อนไว้ใต้เตียง หยิบผ้าคลุมหัวผืนบาง ขวดน้ำหอมและลิปสติกแท่งหนึ่งออกมา
คืนนั้น เขานั่งหน้ากระจกนานกว่าที่เคย และในเงาสะท้อน เขายิ้มให้กับใครบางคนที่เฝ้ารอคอยมานาน
เธอไม่ได้ตาย… เธอแค่ถูกเขาเก็บไว้ เจ๊เชอรี่
Ars longa, Vita brevis !!