Loading...

นี่คือเรื่องของชีวิตผมที่เสียดายว่ากว่าจะรู้จักศิลปะแบบที่คิดว่าสามารถมีส่วนร่วมได้ก็อายุ 30 ปีเข้าไปแล้ว หวังว่าเรื่องราวการมาสายของผมจะมีประโยชน์อยู่บ้าง ...
คนที่มีพรสวรรค์ทางศิลปะคือคนที่สามารถวาดภาพเหมือนได้ ส่วนคนที่วาดภาพแล้วไม่เหมือนก็เป็นแค่คนที่ “ไม่มีหัวทางศิลปะ” และควรจะหนีไปให้ไกลจากศิลปะ นั้นคือสิ่งที่ผมเชื่อตั้งแต่เกิดจนอายุ 30 ปี
เพราะในคาบเรียนวิชาศิลปะที่โรงเรียน คนที่วาดแจกันดอกไม้บนโต๊ะที่ปูผ้าย่นๆ ได้เหมือนจริงจะถูกนำผลงานไปติดบนผนังห้องเรียน ส่วนคนอื่นจะได้รับผลงานของตัวเองกลับบ้าน เอาไปเก็บในลิ้นชักโต๊ะที่บ้าน ในส่วนที่ลึกที่สุดและจะถูกลืม และในที่สุดก็ถูกเก็บทิ้งรวมกับสิ่งอื่นที่เคยสำคัญ โดยไม่มีการเอ่ยว่าศิลปะไม่ได้มีแค่การวาดภาพเหมือน และไม่ใช่แค่สิ่งสวยงามตามขนบที่ควรค่าแก่การดำรงอยู่ ทั้งๆ ที่ครูสอนศิลปะทุกคนก็ต้องเคยเรียนวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ แต่ทำไมถึงทำให้นักเรียนรู้จักแค่การวาดภาพเหมือนเท่านั้น (หวังว่าคงไม่ใช่ทุกโรงเรียน)
ผมเป็นลูกครูในจังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว เป็นแค่เมืองทางผ่านจากภาคกลางไปภาคเหนือ ไม่มีแหล่งความรู้ทางศิลปะ มีร้านขายภาพวาดศิลปะสำหรับแต่งบ้านแต่ไม่เคยเดินเข้าไป เพราะไม่รู้จะเข้าไปทำไม ตอนนั้นไม่รู้ว่าคนเราสามารถดูภาพวาดได้โดยที่ไม่ต้องซื้อ ยังไม่มีนิทรรศการให้ดู
ในจังหวัดที่ไม่มีความเจริญทางวัฒนธรรม ศิลปะทุกแขนงเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย ไม่มีใครเข้าใจและเห็นคุณค่าของการสร้างสรรค์ ทุกคนจะถามคุณว่าสิ่งนั้นจะทำให้คุณมีข้าวกินได้อย่างไร และผมก็ไม่รู้คำตอบเหมือนกัน เพราะในเมืองที่แห้งแล้งทางวัฒนธรรม ไม่มีใครเคยเห็นงานศิลปะที่ทำงานกับจิตใจของตัวเอง หรืองานศิลปะที่ตั้งใจสื่อสารทางความคิดกับผู้ชม สิ่งที่ดูจะเข้าใกล้กับการแสดงความคิดความรู้สึกที่เข้าถึงได้ก็มีแค่ดนตรี
ผมเล่นกีต้าร์เป็นตั้งแต่แปดขวบ แต่หลังจากไปเล่นกีต้าร์ไฟฟ้าในห้องซ้อมดนตรีของโรงเรียนประถมได้สองวัน ครูที่ดูแลวงดนตรีก็ถามผมว่าพ่อรู้มั้ยว่าผมเป็นสมาชิกวงดนตรีโรงเรียน พอผมกลับบ้านก็บอกพ่อว่าผมที่เรียนกีต้าร์เมื่อตอนปิดเทอม ตอนนี้เป็นสมาชิกวงดนตรีโรงเรียนแล้วนะ คิดว่าจะได้เสียงชื่นชม แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นความจริงของชีวิตในโลกทุนนิยม
“ป๊าไม่เหมือนพ่อเพื่อนลูกคนอื่นๆ นะ ป๊าเป็นครู ไม่มีธุรกิจให้สืบทอด สิ่งเดียวที่จะทำให้อนาคตของลูกมั่นคงได้ก็มีแต่การศึกษา แล้วถ้าครูให้ขาดเรียนไปซ้อมดนตรี แล้วอนาคตของลูกจะเป็นอย่างไรล่ะ”
วัยเด็กของผมจึงมีตีมหลักคือการเป็นเด็กเรียนดี จะได้เรียนในมหาลัยดีๆ มีงานดีๆ ทำ
ห้ามเล่นวงดนตรีโรงเรียน ห้ามเข้าร้านเกม ห้ามเข้าร้านเช่าหนังสือการ์ตูน ห้ามเก็บเงินค่าขนมซื้อของเล่นเอง
ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ที่ความสุขและการหาเงินถูกจัดไว้คนละฝั่ง แต่ผมเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าสองสิ่งเพิ่งจะอยู่ร่วมกันได้เมื่อไม่เกินสิบปีก่อนหน้า เมื่อเล่นเกม สิ่งที่สนุกคือการได้ติดตามเรื่องราวของตัวละคร นั่นคล้ายๆ กับการอ่านนิยายดีๆ การอ่านหนังสือการ์ตูนจะพาคุณไปเจอลายเส้นแบบที่ชอบ เรื่องราวของตัวละครอาจทำให้คุณรู้จักตัวเองมากขึ้น การเก็บเงินซื้อของเล่นทำให้คุณรู้ว่าอาจอยากได้อะไรจริงๆ และเคยชินกับการพยายามเพื่อสิ่งที่ต้องการ ในความกลัวว่าเด็กจะเสียคนก็มีสิ่งที่ทำให้เด็กพลาดโอกาสที่จะรู้จักโลกมากขึ้น และเมื่อผมพลาดทุกสิ่งที่กล่าวมา ในวัยเด็กของผม ผมคือเด็กเรียนดีที่ชอบเล่นกีต้าร์ที่บ้านหลังเลิกเรียน สะพานสู่ข้อมูลของโลกนอกตำราเรียนของผมคือพี่ข้างบ้านที่จะเอาเพลงดีๆ มาแบ่งให้ฟัง
แม้ว่าโลกจะมีเพลงมากมายที่พูดถึงเรื่องชีวิต แต่ในตลาดเพลงไทย สิ่งที่ถูกเปิดในที่สาธารณะกลับวนเวียนอยู่กับเรื่องความรัก ดนตรีที่ผมเห็นว่าสามารถถ่ายทอดความรู้สึกและความคิดของตัวเองให้คนอื่นรับรู้ในระดับที่ถูกใจผมคือเพลงแรพ เริ่มจากพี่ข้างบ้านที่เอาเทปเพลงแรพใต้ดินของศิลปินดาจิมมาเปิดให้ฟัง เพลงแรพที่เล่าเรื่องชีวิตของคนที่มีการพนันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ความตื่นเต้นของการชนะพนัน ความฉิบหายของการแพ้พนัน และการพูดถึงการพนันในประเทศที่การพนันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
แล้วกว่าผมจะรู้ว่าโลกมีสิ่งที่เรียกว่าพิพิธภัณฑ์ศิลปะ นั่นก็ตอนผมมาเรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพ ตึกใหญ่ๆ แปดชั้นที่เต็มไปด้วยภาพวาด และใครก็ได้สามารถเดินเข้าไปได้ฟรีๆ หอศิลป์แรกคือหอศิลป์กรุงเทพฯ แต่ตอนนั้นผมเรียนอยู่ปีสองแล้ว และความเชื่อว่าตัวเองไม่มีหัวทางศิลปะก็ยังฝังแน่น
ผมเรียนจบวิศวฯ จากมหาวิทยาลัยแถวสามย่าน แล้วไปทำงานที่นิคมอุตสาหกรรมที่จังหวัดระยอง และไม่ผ่านช่วงทดลองงาน หลังจากนั้นก็ไปทำงานในออฟฟิศอีกที่ แล้วสุดท้ายก็พ่อนั่นแหละที่เห็นร่างกายเกือบไร้วิญญาณของผมแล้วพูดว่า “เดี๋ยวกลับกรุงเทพแล้วไปลาออกจากงานประจำนะ แล้วจากนี้ไป อยากทำอะไรก็ทำ” เป็นประโยคที่ดี แต่สายไปมาก เพราะตอนนั้นผมอายุ 24 ปี จบมหาวิทยาลัยมาแล้วเกือบ 2 ปี!
ตอนนั้นสิ่งที่ผมทำเป็นมีแค่การเขียนเพลงแรพ แข่งแรพในเวทีเล็กๆ มาบ้างในกรุงเทพตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัย ฝึกทำเพลงกับพี่ๆ ที่บาร์แห่งหนึ่งในอาร์ซีเอ จนกระทั่งไฟฝันดับลง เป็นซืมเศร้า แล้วก็หยุดทำเพลงตัวเองไปหลายปีเพราะรู้สึกว่าเพลงที่ตัวเองแต่งไม่มีใครฟัง เพราะเพลงผมจริงจังกับชีวิตเกินไปสำหรับตลาดเพลงแรพในไทย เพลงแรพเป็นแนวเพลงที่คนไทยมองว่าควรจะสร้างความสนุกสนาน คึกคัก โชว์เท่ ปาร์ตี้บอย เมาเละ ไร้สติ แต่ผมฟังเพลงแรพภาษาอังกฤษที่พูดถึงการกดขี่ทางเชื้อชาติ สีผิว การต่อสู้ของคนจน จากที่ฝันจะทำเพลงเพื่อขับเคลื่อนสังคม กลายเป็นฟรีแลนซ์รับจ้างทำเพลงโฆษณาเล็กๆ น้อยๆ โชคดีที่ไม่ต้องเช่าบ้าน และได้รู้จักกับโรคซึมเศร้า ปัจจัยหลักคือการรู้สึกหลงทาง คิดว่าชีวิตเราเดินผิดทางจนไม่รู้จะเริ่มแก้จากตรงไหน
แล้วผมก็ลองไปทำงานที่ร้านกาแฟเพื่อน เพราะจิตแพทย์แนะนำให้ทำอะไรที่เป็นรูทีน ได้ออกจากบ้าน พอร้านเพื่อนเลิกกิจการ ก็ไปสมัครอีกร้านนึงที่อยู่ในช่างชุ่ยเพราะอยากออกจากบ้าน ในนั้นมีพื้นที่ว่างเยอะมาก พี่คนนึงที่ทำงานที่นั่นคุยกับผมว่าจะทำอย่างไรให้มีคนมาเดินที่นั่นมากขึ้น ผมเห็นที่ว่างๆ กลางแจ้งเยอะมาก จึงคิดว่าน่าจะเอางานปาติมากรรมมาจัดแสดง วันหยุดต่อมาผมไปเที่ยวหอศิลป์แล้วถามนักศึกษาที่นั่งเฝ้างานถึงคนที่สามารถจัดหางานปาติมากรรมได้ เขานะนำให้ไปคุยกับอาจารย์ของเขาที่ขณะนั้นมีงานแสดงศิลปะอยู่ชั้นบน นั่นคือครั้งแรกที่ได้ฟังวิธีสร้างงานศิลปะของศิลปิน และศิลปินคนนั้นก็แนะนำให้ผมรู้จักกับคำว่า งานเปิดนิทรรศการ ในวันเดียวกันนั่นเอง เขาบอกผมว่าเขากำลังจะไปงานเปิดอีกที่ ผมก็เลยลองตามไปดู แล้วก็ได้พบกับศิลปินอายุยี่สิบกว่าๆ กลุ่มนึงที่เห็นผมท่าทางเด๋อๆ ได้ทำความรู้จักกัน กลุ่มคนที่ผมจะได้พบอีกหลายครั้งในงานเปิดอื่นๆ จนถึงปัจจุบัน ตอนนั้นผมอายุ 30 ปี
ผมเริ่มสนุกกับการวาดรูปมากขึ้นเพราะแฟนที่คบตอนนั้นแนะนำให้ผมรู้จักกับภาพแอปสแตรกท์ ภาพที่ไม่ได้สื่อความหมายชัดเจน แค่สื่อความรู้สึกผ่านสีและเส้น เธอคนนั้นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เข้าใจว่าศิลปะไม่ได้มีแค่สิ่งสวยงาม ศิลปะไม่จำเป็นต้องเหมือนจริง พอมีรูปเยอะขึ้นแล้วก็ลองเอาไปขายที่ตลาดนัดศิลปะ ได้พบกับเจ้าของตลาดที่มีคาเฟ่และแกลเลอรี่ของตัวเอง เขาชวนให้ผมลองทำนิทรรศการภาพแอปสแตรกต์ของตัวเอง เพราะนิทรรศการส่วนใหญ่ที่คาเฟ่ของเขาจะเป็นงานน่ารักๆ สดใส คาแรกเตอร์ เขาอยากลองมีนิทรรศการแบบอื่นบ้าง ผมยืมเงินพ่อมาเป็นค่าทำกรอบรูป 10 ชิ้น ตอนนั้นผมอายุ 31 ปี ในช่วงนิทรรศการขายรูปไม่ได้เลยซักชิ้น กว่าจะขายได้ก็อีกสองปีหลังจากที่เอารูปออกมาถ่ายรูปแล้วโพสต์ลงโซเชียลมีเดียตัวเอง ต่อจากภาพแอปสแตรกต์ ก้ขยับมาลองวาดอย่างอื่นที่เป็นวัตถุสิ่งของบ้าง สิ่งที่เลือกวาดคือสิ่งที่ไม่มีรูปทรงชัดเจน เป็นการขยับเข้าใกล้ความกลัวในการวาดภาพไม่เหมือน สิ่งที่วาดคือก้อนเมฆ
จากนั้นก็ถามเพื่อนที่ทำงานที่แกลเลอรี่ถึงภาพวาดที่ไม่เหมือนจริง เพื่อนคนนั้นแนะนำให้ผมลองดูงานของ David Hockney ตอนนั้นผมอายุ 34 ปี แล้วผมก็ลองวาดภาพห้องเรียนอนุบาลที่มีการสอนนักเรียนเรื่องความเศร้าและการจัดการกับความเศร้า จะสร้างขอบเขตทางอารมณ์ (Boundary) ของตัวเองอย่างไร
ถ้าครูศิลปะตอนประถมทุกคนเปิดรูปของ David Hockney หรืองานของศิลปินคนอื่นแนวๆ นี้ให้นักเรียนดู แล้วบอกนักเรียนว่าเราไม่จำเป็นต้องวาดภาพให้เหมือนก็ได้ถ้าไม่อยากทำ ผมคิดว่าประเทศเราคงมีคนกลัวศิลปะน้อยกว่านี้มาก และนั่นคงส่งผลให้คนแต่งบ้านด้วยภาพวาดมากขึ้น และวันนึงก็คงไม่มีเด็กคนไหนต้องอธิบายพ่อแม่ตัวเองว่าเรียนศิลปะแล้วจะเอาอะไรกิน คงจะดีถ้าทุกคนรู้จักภาพ The Splash ของ David Hockney หรือภาพ The Kiss ของ Gustav Klimt ตั้งแต่ 8 ขวบ
คุณจะเชื่อไหมถ้าผมบอกว่ามีคนที่รู้จักภาพ The Kiss ตั้งแต่ 8 ขวบ จริงๆ เธอเป็นลูกของศิลปินคนหนึ่ง ทุกเช้า บนเบาะหลังรถที่พ่อขับไปส่งเธอที่โรงเรียนจะมีหนังสือหนังสือภาพศิลปะวางอยู่หนึ่งเล่ม และพ่อจะเปลี่ยนหนังสือไปเรื่อยๆ นี่คือเรื่องจริงที่ผมประทับใจมาก และยังเป็นตัวอย่างที่ดีมาก ว่าการได้รู้จักภาพวาดที่ไม่เหมือนจริงตั้งแต่อายุน้อยๆ ส่งผลต่อความเป็นมิตรต่อศิลปะอย่างไร เธอคือคนที่วาดรูปเล่นเพื่อความสุขได้ เช่นเดียวกับการหาความสุขอื่นๆ ในชีวิตประจำวันเหมือนการกินอาหารอร่อยๆ หรือการฟังเพลงเพราะๆ ส่วนผมเป็นตัวอย่างของเด็กที่กลัวการวาดรูปและเพิ่งจะหายกลัวตอนอายุเข้าเลขสาม
ในปีเดียวกัน มีน้องคนหนึ่งชวนให้ไปช่วยขายของในงาน Bangkok Art Book Fair 2023 ผมได้รู้จักหนังสือทำเองเล่มเล็กๆ ที่เรียกว่าซีน (zine) แล้วก็ได้ลองทำซีนของตัวเองไปขาย ในงานนั้นผมได้รู้จักเพื่อนเพิ่มอีกหนึ่งคนที่เรียนจบแฟชั่นแต่ไม่ชอบงานแฟชั่น หันมาทำซีนในรูปแบบหนังสือการ์ตูน (comic zine) ต่อมาจึงตั้งกลุ่มสามคน คนนึงจากในย่อหน้าที่แล้ว และคนที่เพิ่งกล่าวถึงในต้นย่อหน้านี้และผมที่จบวิศวะฯ คนที่อายุเยอะที่สุดในสามคนแต่รู้เรื่องศิลปะน้อยที่สุด กลุ่มของเราชื่อ moving weird-nest ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแชร์ค่าบูธในการขายของที่ Art market ตอนนี้ผมอายุ 35 ปี เพิ่งจะมีกลุ่มทางศิลปะของตัวเอง ถ้าเรียนศิลปะก็คงได้ตั้งกลุ่มตั้งแต่ตอนเรียนมหาลัย เหมือนที่น้องๆ หลายๆ กลุ่มทำกันอยู่ตอนนี้
คุณคงเห็นแล้วว่าพอไม่ได้มีเรียนศิลปะ หรือมีเพื่อนที่เรียนศิลปะอัตราการเรียนรู้ทางศิลปะจะช้าอย่างไม่น่าเชื่อ และการสร้างมิตรภาพนั้นต้องใช้เวลา สรุปก็คือมันช้าจนหลายคนท้อไปเลย จากที่เดินดูงานเปิดนิทรรศการมาตั้งแต่อายุ 30 ปี กว่าผมจะเปลี่ยนจากคนแปลกหน้าจนกลายเป็นคนหน้าคุ้นในกลุ่มคนสนใจศิลปะ จนได้เริ่มตั้งกลุ่มตอนอายุ 35 ปี ได้ไปขาย zine ของตัวเองและเพื่อนที่งาน Tokyo Art Book Fair 2024 ได้พบว่าในประเทศที่เจริญกว่าเรา เขาไม่ต้องอธิบายความจำเป็นของศิลปะกันแล้ว เขาเอางานศิลปะเด็กไปพิมพ์ลงบนกระเบื้องทางเท้า เอาไปประดับสนามบิน สถานีรถไฟ และอื่นๆ
ศิลปะยืนยาว แต่ชีวิตนั้นแสนสั้น และผมเพิ่งจะหายกลัวศิลปะตอนอายุเข้าเลขสาม หากคำว่าอายุศิลปะหมายถึงขวบปีที่เริ่มเข้าใจว่าศิลปะคือการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ไม่ใช่เพียงการสร้างภาพเหมือนจริง ในวันที่กำลังเขียนเรื่องนี้ ผมคือคนที่อายุร่างกายอยู่ที่ 36 ปี ส่วนอายุศิลปะแค่ 5 ปี คนในวงการศิลปะหลายคนตกใจเมื่อรู้ว่าอายุจริงของผมคือ 36 ปี เพราะความสงสัยใคร่รู้ของผมเทียบเท่ากับเด็กที่เพิ่งวาดรูปเล่นมาได้ 5 ปี มีงานศิลปะมากมายที่ผมยังไม่รู้จัก เพื่อนๆ อายุน้อยหลายคนที่มีอายุศิลปะมากกว่าผมจึงเป็นเหมือนเพื่อนร่วมชั้นที่ผมต้องขอความรบกวนอย่างมากในการเล่าให้ฟังว่ามีอะไรอีกบ้างที่ผมควรจะรู้จัก จากตอนเด็กที่เคยเป็นคนต้องเล่าให้เพื่อนที่มาสายฟังว่าครูสอนอะไรไปบ้าง วันนี้เป็นวันที่ผมต้องกล่าวว่า “ขอโทษที่มาสาย ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าผมพลาดอะไรไปบ้าง” ถ้าถามว่าผมไปอยู่ไหนมา คำตอบคือ ผมไปเกิดและโตที่จังหวัดในเมืองทางผ่าน ไม่มีกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัย ไม่มีคนที่พ่อแม่รู้จักทำงานเกี่ยวกับศิลปะ พ่อแม่ไม่สนใจศิลปะ ไม่มีศิลปะในบ้าน ไม่ได้เรียนศิลปะสมัยมหาลัย ไม่มีเพื่อนที่เรียนศิลปะ
หรือสั้นๆ คือ ผมเกิดที่นอกกาแลกซีทางศิลปะ!
พอรู้จักคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับศิลปะร่วมสมัยมากขึ้นก็ได้รู้ว่าศิลปะมันไม่ได้มีแค่คนสร้างงานและคนดูงาน ยังมีคนที่ทำหน้าที่อื่นๆ อีกมากมาย เช่น แกลเลอรี่ แกลเลอริสต์ คิวเรเตอร์ นักวิจารณ์ศิลปะ นักขาย ผู้ติดตั้งงาน นักอนุรักษ์งานศิลปะ ผู้สอนศิลปะ และนักออกแบบ
เพื่อนศิลปินบางคนบอกผมว่าดีแล้วที่ไม่ได้เรียนศิลปะ จะได้ไม่ต้องเจอประสบการณ์แย่ๆ ระหว่างเรียน เช่นการมีอาจารย์ที่ปรึกษาที่ไม่เปิดรับความหลากหลาย ขีดเส้นว่าอะไรเป็นและไม่เป็นศิลปะจนหลายคนท้อใจ ล้มเลิกความตั้งใจจะเป็นศิลปินก็มี พวกเขาต้องใช้เวลาอีกหลายปีเพื่อกอบกู้ความมั่นใจในการทำงานศิลปะ นั่นเป็นอีกเรื่องที่ต้องแยกไว้เขียนถึงวันหลัง แต่ในมุมของคนไม่ได้เรียนศิลปะตั้งแต่ต้น ก็มีอุปสรรคจากการเป็นคนไม่มีพื้นฐาน ไม่มีคอนเนกชั่น ไม่มีความสนิทสนมส่วนตัว ถ้าเรียนศิลปะตั้งแต่แรกก็จะมีเพื่อนในวงการศิลปะที่รู้จักกันมากพอที่จะชวนทำอะไรด้วยกัน และต่อยอดจากสิ่งที่ทำมาก่อนหน้า
มันเป็นธรรมชาติของมิตรภาพที่ต้องใช้เวลา และมิตรภาพในวัยผู้ใหญ่ก็ใช้เวลามากกว่าในการสร้าง ส่วนนึงก็เพราะพอเป็นคนวัยทำงาน เราก็ต้องใช้เวลาชีวิตหนึ่งในสามในการทำงาน อีกทั้งสังขารก็ถดถอยกว่าหนุ่มสาว พอผมรู้จักศิลปะก็รู้สึกมีความหวังกับชีวิตมากขึ้น คิดว่าต่อจากนี้คงจะสนุกขึ้นหลังจากที่หมดแรงกับการทำเพลงแรพ คล้ายได้เกิดใหม่ แต่เกิดปุ๊บก็แก่เลย ผมแม่งโคตรจะรู้ ว่าคนเราควรจะอยู่กับปัจจุบัน และการจินตนาการถึงอดีตที่ต่างออกไปนั้นทำให้เป็นทุกข์
แต่ผมก็คิดวิธีอื่นไม่ออก ว่าจะทำอย่างไรให้คุณอื่นเข้าใจว่าการทำให้เด็กไม่กลัวศิลปะเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง มนุษย์ทุกคนควรจะรู้ว่าชีวิตที่ดีไม่ได้มีแค่แบบเดียว ไม่ใช่แค่การครอบครองวัตถุราคาสูงเท่านั้นที่บ่งบอกว่าคุณมีชีวิตที่ดี และความงามมีหลายรูปแบบ
ชีวิตที่เข้าใจตัวเองและมีคนที่เข้าใจก็เป็นตัวบ่งชี้ว่านั่นเป็นชีวิตที่ดีเช่นกัน การจะทำให้คนอื่นเข้าใจบางครั้งลำพังข้อความไม่พอ ต้องใช้ภาพด้วย แต่สิ่งเหล่านี้ไม่อาจเป็นจริงได้ด้วยการเขียนบนป้ายบิลบอร์ดทั่วโลกว่าชีวิตที่ไม่มีศิลปะคือชีวิตที่แห้งแล้ง ศิลปะอาจไม่สามารถทำให้คุณมีข้าวกิน แต่ศิลปะทำให้คุณกินข้าวอร่อยขึ้น หรืออย่างน้อยก็ทำให้อาหารน่ากินขึ้นถ้าคุณตั้งใจเลือกสีจานชามที่จะใส่อาหารของคุณ และกับผม ศิลปะเป็นหนึ่งในคำตอบว่าผมกินข้าวไปทำไม จะได้มีแรงไปดูงานศิลปะ มีแรงทำงานศิลปะ มีแรงตั้งคำถามและหาคำตอบ
คุณบางคนอาจคิดว่าผมพูดเกินจริงไปหน่อยว่าทุกคนควรรู้จักภาพของศิลปินอย่าง David Hockney และ Gustav Klimt ตั้งแต่เด็ก อาจไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้สึกเสียดายที่เพิ่งรู้จักศิลปะ แต่ถ้าทุกคนเข้าใจและคุ้นเคยว่าความสุขของมนุษย์มีหลากหลาย คนที่ชอบศิลปะก็คงจะถูกตั้งคำถามเชิงดูแคลนน้อยลง เพราะชีวิตมันควรจะมีมากกว่าเพียงความอยู่รอด
เราควรรู้จักศิลปะตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อจะได้มีเวลาเหลือเฟือในการสำรวจตัวเองว่าเราชอบและไม่ชอบอะไร รู้ว่าในวันที่ความทุกข์ท่วมท้น เราจะสามารถร่างภาพได้ว่าความทุกข์ของเราหน้าตาเป็นอย่างไร เพื่อจะกำหนดขอบเขตของมันได้ และรับรู้ว่าชีวิตไม่ได้มีแค่เรื่องถูกผิด ความหลากหลายเป็นเรื่องปกติ หากเรารู้ว่าการชอบอะไรสักอย่างเป็นอย่างไร เราก็จะเข้าใจมากขึ้นเมื่อคนอื่นชอบสิ่งที่ไม่เหมือนเรา เพราะศิลปะไม่ได้มีแค่ภาพเหมือนจริง และคนที่วาดภาพออกมาไม่เหมือนจริงอาจเป็นเพราะเขาไม่ได้อยากวาดให้ดูสมจริงตามหลักธรรมชาติของแสงเงา แค่อยากบันทึกความรู้สึกที่เป็นความจริงในจิตใจของเขาก็ได้
ชีวิตคนมาสายอย่างผมอาจเป็นแค่ตัวอย่างที่ไม่น่าเลียนแบบ หากมีใครสักคนมาอ่านแล้วทำให้เด็กที่เพิ่งชอบศิลปะมีอะไรเอาไปอธิบายพ่อแม่ ผมก็คิดว่าตัวเองไม่ต้องซื้อหวยแล้วล่ะชีวิตนี้ ลมหายใจที่เหลือคือการเป็นความล้มเหลวที่มีประโยชน์ก็พอแล้ว
ขอให้เด็กรุ่นใหม่ทุกคนมีวัยเด็กที่ได้สำรวจโลกและรู้จักตัวเองในเวลาที่สมควรจะเป็นนะ
และต่อไปนี้คือการถ่ายทอดความรู้สึกด้วยเพลงแรพ สื่อศิลปะชนิดแรกที่ผมรู้จัก
เพลง ขอโทษที่มาสาย
(ชีวิตผมกับศิลปะ เริ่มขึ้นตอนประถม แต่เป็นการเริ่มต้นที่ไม่ค่อยดี)
ผมวาดวงกลมไม่กลม วาดเส้นตรงไม่ตรง
วาดดอกไม้ดูเป็นพัดลม วาดคนไม่เป็นคน
วาดอะไรก็ดูไม่จริง วาดยังไงครูก็ไม่ชม
คงไม่มีหัวทางศิลปะ เพราะวาดภาพเหมือนได้ห่วยบรม
อยู่ที่ต่างจังหวัด ไม่มีหอศิลป์และแกลเลอรี่
รู้จักเดวิด เบคแฮม แต่ไม่รู้จักเดวิด ฮอคนีย์
มารู้เอาตอนสามสิบ ว่าศิลปะมีหลายประเภท
หรือนี่เหตุที่ทำคนไทยกลัวศิลปะกันค่อนประเทศ
...
ผมชอบงานคอนเซปต์ ผมไม่เน้นความเพอร์เฟกต์
ความสวยไม่ใช่ทุกอย่าง เหมือนที่เคยเข้าใจตอนเด็ก
ปัญหาคือที่บ้านเกิด ไม่มีงานศิลป์ที่อินสไปร์
ประกายไฟจะติด อย่างน้อยก็ต้องมีไม้ขีดไฟ
กว่าจะรู้ว่าโลกไม่ได้มีแค่แรพในการถ่ายทอดความคิด
กว่าจะรู้ว่าอาร์ตไม่ได้แค่เรียลลิส ยังมีอิมเพรสชั่นนิส
ยังมีงานคอนเทมป์ร่วมสมัย ให้เป็นสีสันชุบชูชีวิต
ความงามเป็นแค่เพียงส่วนเดียว สำคัญพอกันคือวิธีคิด
...
(ตอนนั้น 2018 ผมอายุ 30 เริ่มรู้ว่าศิลปะไม่ได้มีแค่ภาพเหมือน พอรู้ก็สนุกเลย เหมือนเกิดใหม่ แต่เกิดปุ๊บแก่เลย)
จะใช้ชีวิตเพื่อเป็นคนเก่ง หรือจะใช้ให้มีความสุข
อยู่กับสิ่งที่คุ้นที่เคย หรือจะออกไปเล่นสนุก
ผมเลือกอย่างหลังทั้งสองคำถาม ขณะอายุขึ้นต้นเลขสาม
สามสิบแล้วแต่ยังแจ่มใส จิตสดใหม่เพราะยังตั้งคำถาม
ผมแก่เกินกว่าจะสน เมื่อคนทักว่าทำตัวเหมือนเด็ก
พอทีชีวิตแก่ๆ เพราะว่าผมทำไปแล้วตอนเด็ก
เป็นผลผลิตของทุนนิยม ที่เด็กเกิดมาเพื่อหางานทำ
ชีวิตลูกครูจากต่างจังหวัด จะไปถึงไหนก็รอดูกัน
เวลาหมดไปทุกวัน ผมมาสายจนตามไม่ทัน
ถ้าเจอกันที่งานเปิดแล้วถามเยอะไปขอโทษแล้วกัน
จากเด็กที่วาดเส้นตรงไม่ตรง วันนี้ก็ยังไม่ตรง
แต่วันนี้ไม่รู้สึกผิด เพราะผมชอบเส้นตัวเองที่ไม่ตรง