Loading...


‘ศิลปินคืออะไร แล้วฉันกำลังจะเริ่มเขียนงานด้วยตัวตนไหนกันล่ะเนี่ย’
ก่อนเริ่มเขียนบทวิจารณ์ชิ้นนี้ฉันมีคำถามกับตัวเองมากมาย ‘นี่ฉันกำลังจะสร้างงานในฐานะอะไร นักวิจัย นักเขียน หรือศิลปิน? ไม่ได้เรียนอาร์ตมาซะด้วยซ้ำ จะเป็นศิลปินได้เหรอวะ ไม่ได้จบวรรณกรรมมาด้วย แล้วกูจะเป็นนักเขียนได้ไหม แต่กูเรียนป.โทอยู่นี่หว่า เอ๊ะ หรือว่ากูเป็นนักวิจัยได้’
เสียงในหัวฉันตีกันวน ๆ อยู่อย่างนั้น สุดท้ายก็หาข้อสรุปไม่ได้สักทีว่าจะนิยามตัวเองว่าเป็นอะไรกันแน่ ดังนั้น หากคุณจะไม่เชื่อถือในตัวอักษรของฉันที่ยังสับสนในตัวตนเนื่องจากผลพวงของคำนิยามและการแปะป้ายทางสังคม คุณสามารถเลิกอ่านตั้งแต่ย่อหน้านี้ได้เลย ฉันไม่โกรธ

หลังจากใช้ชีวิตมาสักพัก คลุกคลีกับเหล่าศิลปิน ครีเอทีฟ สารพัดคนอินดี้ คนเซอร์ คนเท่ คนเกร๋ และเหล่าคนเทสดีมาระยะหนึ่ง ฉันพบว่างานศิลปะมีประโยชน์อย่างมากในการเยียวยาบาดแผลในใจ สำหรับฉัน ศิลปะทุกแขนงเป็นวิธีการปลดปล่อยมวลอารมณ์ที่สร้างสรรค์ ฉันนับถือศิลปินที่สร้างงานจากความเจ็บปวด การสำรวจตัวตน รวมถึงสังคมรอบตัว ฉันนับถือคนกล้าเปิดกรีดบาดแผลให้กว้างแล้วลงไปดำผุดดำว่ายในความสุข สับสน หรือแม้กระทั่งความเจ็บปวด
งานศิลปะและข้อเขียนหลายชิ้นเริ่มจากคำถาม ผ่านกระบวนการค้นหาคำตอบ จนออกมาเป็นงานที่มีพลัง และสามารถพูดแทนใครบางคนในสังคมได้ ตัวฉันที่นั่งอยู่ ณ ตรงนี้ก็ได้รับอิทธิพลจากนักคิด นักเขียน สารพัดสื่อ หลากหลายสถาบันทางความคิด ตัวตนของฉันเป็นส่วนผสมของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ทั้งมีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง แน่นอน ฉันพอมีความรู้อยู่บ้าง แต่แค่ความรู้อาจไม่เพียงพอ เพราะสำหรับฉัน ไม่ว่าใคร ๆ ที่พอมีทักษะการรีเสิร์ชก็สามารถเรียบเรียงแหล่งข้อมูลดี ๆ พร้อมแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือได้ (บางทีในข้อนี้ Chat GPT อาจจะทำได้ดีกว่าฉันด้วยซ้ำ (มั้ง…)) ดังนั้น ในข้อเขียนชิ้นนี้ ฉันจึงผสานผสมความรู้สึกและประสบการณ์ส่วนตัวลงไปด้วยบ้าง (จริง ๆ ก็ค่อนข้างเยอะ) ซึ่งหากคุณไม่เห็นด้วยกับมุมมองของฉันก็ไม่เป็นไร ฉันยินดีด้วยซ้ำหากข้อเขียนชิ้นนี้ได้ชวนให้คุณนั่งขมวดคิ้วและตั้งคำถามกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวของคุณ
ชุดคำที่มีเส้นบาง ๆ กั้น – กันอยู่ว่าด้วยการสำรวจความเหมือน – ความต่าง – และที่ทางของคำในชีวิตประจำวัน
ในมุมมองของฉัน ภาษาไทยเป็นภาษาที่ลื่นไหลได้อย่างรุนแรงร้ายกาจ ความหมายของคำเดียวกันที่เรารับรู้เข้าใจในวันนี้อาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเวลาและบริบทเปลี่ยนแปลงไป ในช่วงปี 2000 การพูดคำว่า ‘เจ๋งเป้ง’ หรือ ‘เฟี้ยว’ อาจทำให้เราดูเท่ ช่วงปี 2010 เรามีคำว่า ‘แอ๊บแบ๊ว’ แต่ในปี 2020 คำเหล่านี้อาจบ่งบอกอายุและทำให้เราดูเชย สะบัด เลยลดรูปเหลือแค่ ‘แบ๊ว’ เฉย ๆ (และแน่นอน คำว่า … สะบัด ในอีก 10 ปีนับจากนี้ก็อาจจะดูไม่ เกร๋ แล้วก็ได้)
ด้วยพลวัตทางภาษา หรือที่เราเรียกมันว่า ‘อาการภาษาดิ้นได้’ เรามีคำศัพท์เดิมที่เปลี่ยนแปลงความหมายใหม่แทบจะทุกไตรมาส ในฐานะผู้ใช้ภาษา ฉันเองก็ต้องคอยเรียนรู้ศัพท์ใหม่อยู่เสมอ ๆ เพื่อให้ยังสื่อสารกับคนรอบตัวได้ (โดยเฉพาะน้อง ๆ ชาว Gen Z ในออฟฟิศ) ในมิติของชีวิตประจำวัน คำและความหมายของมันถูกผลิตซ้ำผ่านการใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งพูด – ฟัง – เขียน – อ่าน ภาษาและคำในภาษาสามารถสะท้อนความเป็นไปในสังคม เป็นส่วนหนึ่งของศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชีวิตประจำวัน คำบางคำสามารถบ่งบอกมิติทางชนชั้นของผู้ใช้ สะท้อนรูปแบบการบริโภคของผู้คนในสังคมได้ – ซึ่งในข้อเขียนนี้ เราจะมุ่งเน้นไปที่ศัพท์แสงทางวงการศิลปะที่มีความคล้ายคลึงและใกล้เคียงกัน ทั้งที่พบได้ในแกลเลอรี่ และที่ไหลเวียนอยู่ในพื้นที่ของชีวิตประจำวัน ซึ่งหลาย ๆ คำ ฉันเองก็สงสัยว่ามันต่างกันอย่างไร ใช้แทนกันได้ไหม มาเริ่มกันด้วยคำถามที่ว่า ‘ทำไปทำไม’
อะ เริ่มเลย
อันนี้คืออะไร ทำไปทำไม ดูไม่รู้เรื่อง
เราลองวางทฤษฎีเทอะทะหลายอย่างลง แล้วใช้แค่ความรู้สึกจะได้ไหม

ฉันอยากเริ่มที่ชุดคำถามชุดแรกที่เรามักได้ยินเสมอ ๆ เมื่อได้เห็นสิ่งที่ธรรมดาจนน่าแปลกใจ ถูกแปะป้ายเรียกว่าเป็นศิลปะ (ถ้านึกตัวอย่างไม่ออก ลองนึกถึงกล้วยติดเทปกาว* ที่ไวรัลในเน็ตดู) ต้องบอกก่อนว่าเดิมทีฉันเป็นเด็กสายวิทย์ ไม่มีความรู้พื้นฐานด้านศิลปะมากนัก สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปีแรก ๆ ฉันเคยไปเดินหอศิลป์แล้วก็ยืนโง่ ๆ ไม่รู้ว่าต้องรู้สึกอะไร ไม่เข้าใจว่าศิลปินต้องการจะสื่อสารอะไร อันนี้พี่ทำไปทำไม สังคมได้อะไรจากงานนี้นะ ชุดคำถามเหล่านี้มันคืออาการ ‘เข้าไม่ถึง’ อย่างหนึ่ง จะด้วยความไม่รู้ ความไม่มีพื้นฐานเกี่ยวกับศิลปะ หรืองานที่ฉันไปเจออาจคอนเซปต์ชวล (Conceptual) เหลือเกิน หรือด้วยอะไรก็แล้วแต่ ต้องยอมรับกันก่อนว่าการเรียนการสอนวิชาศิลปะในหลักสูตรการศึกษาไทยมันไม่ได้ ว้าวซ่า มากขนาดนั้น อย่างน้อย ๆ ก็ไม่ได้ทำให้ฉันมองศิลปะอย่างพินิจพิเคราะห์ ไม่ได้สอนให้ฉันเชื่อมโยงศิลปะเข้ากับชีวิตหรือประเด็นต่าง ๆ ได้ และในวัยมัธยม ความสวย หรือ ไม่สวย ก็ถูกตัดเกรดด้วยเกณฑ์ลึกลับสุดแสนจะคาดเดาของครูผู้สอน นานกว่านั้นหลายปี ฉันเองก็เพิ่งเข้าใจว่าความสวยหรือไม่สวย เป็นเรื่องของปัจเจก (Subjective) เราอาจมีการรับรู้บางอย่างร่วมกันเกี่ยวกับความงามที่เป็นมาตรฐาน แต่ความหมายและคุณค่าในแง่อื่น ๆ เป็นเรื่องส่วนบุคคลและขึ้นอยู่กับประสบการณ์ การรับรู้ และความเข้าใจที่มีต่อโลกที่เราจะใช้ตีความสิ่งต่าง ๆ ที่เรามอง รวมถึงการมองงานศิลปะเองก็ด้วย

หลายปีก่อนฉันไปชมงานศิลปะด้วยความคาดหวังที่จะ ‘เข้าใจ’ หรือ ‘ได้อะไรบางอย่าง’ จากการไปดูงาน แต่เมื่อเติบโตขึ้นฉันก็เพิ่งคิดได้ว่า แนวคิดที่ว่า ‘เราจะได้อะไรจากงานนี้’ ‘สังคมได้อะไรจากสิ่งนี้’ มันโคตรประโยชน์นิยมและค่อนข้างจะทุนนิยมไปหน่อย เรามักจะคาดหวังเสมอว่า ‘บางสิ่ง’ จะต้อง ‘ให้ประโยชน์บางอย่าง’ กับเรา มันถึงจะ ‘มีคุณค่า’ ทั้ง ๆ ที่งานศิลปะ (บางชิ้น) มันไม่เหมือนสินค้าในระบบอุตสาหกรรม ที่เมื่อคุณจ่ายเงินซื้อแล้วมันจะให้ประโยชน์หรือคุณค่าอะไรบางอย่างกับคุณอย่างแน่นอน จริง ๆ คุณค่าของมันอาจจะทำหน้าที่เสร็จสิ้นไปแล้วกับศิลปินเจ้าของงานก็ได้ ใครจะไปรู้ การจะไปถามหาที่ทางด้านคุณประโยชน์ หวังว่างานทุกงานมันจะสร้างคุณูปการให้กับโลกและสังคม ฉันว่ามันออกจะฟังดูเหนื่อยไปนิด ถ้าต้องมานั่งถามหาประโยชน์ เพื่อให้สิ่งต่าง ๆ บนโลกมีความชอบธรรมที่จะดำรงอยู่ได้ ฉันว่าโลกคงกลายเป็นดาวเคราะห์ร้าง ๆ และเหลือสิ่งของอยู่แค่ไม่กี่อย่าง