Loading...

0
"Warning: Perception breach detected.”
เสียงไซเรนดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ไกลออกไป…
“Initiating cognitive lockdown!”
แล้วเสียงทุ้มต่ำของเครื่องจักรก็ไหลเข้ามา
ร่างกายของฉันเริ่มร้อนระอุ
เหมือนมีไฟมาจ่อที่ปลายเท้าและหลังคอ
สายตาพร่าเบลอ เหมือนคนมีไข้
ที่ถูกกดทับด้วยร่างกายของอีกคน
ฉันพยายามจะลุกออกจากเตียง แต่ไม่สามารถขยับได้
แผ่นหลังนั้นด้านชา
มือและเท้าถูกแช่แข็งให้ไม่เคลื่อนไหว
ร่างกายของฉันเริ่มขาดน้ำ
ฉันนอนแบบนั้นอยู่หลายชั่วโมง
1
ไม่มีใครจำได้ว่าใครเป็นคนสร้างบ้านหลังนี้
ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีประตู มีเพียงกำแพงที่เหมือนเคยเป็นบางสิ่ง
เสียงลมหายใจไม่ดังพอจะสะท้อน
แต่ฝุ่นบนพื้นรู้ว่าฉันเคยผ่านมา
ร่างกายของฉัน…
บางวันเหมือนเป็นผนัง บางคืนเหมือนบันไดที่ไม่มีใครผ่าน
ฉันเดินอย่างไม่รู้ทิศ ไม่รู้ว่าถูกมองอยู่ไหม
รู้เพียงว่า ถ้าฉันหยุด ทุกอย่างก็จะลืมฉันไป
ฉันจึงเต้น ไม่ใช่เพื่อให้ใครเห็น
แต่เพื่อให้โครงสร้างนี้ยังจำได้ว่าฉันเคยอยู่
2
ฉันกลายเป็นบานพับที่ไม่เคยมีประตู
หัวเข่า ข้อศอก ยุบตัวลงในรอยร้าวของพื้นไม้เก่า
ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังยืนอยู่
หรือกลายเป็นโครงสร้างที่แบกรับห้องทั้งห้องไว้
เวลาผ่านไปอย่างไร้ร่องรอย
ผนังผลัดเปลี่ยนสีทุกครั้งที่ฉันกะพริบตา
มีบางอย่างเย็บตัวฉันไว้กับเงาสะท้อนบนผนัง
และทุกครั้งที่ขยับ มันก็ขาด
ฉันจึงเคลื่อนตัวเหมือนคนฝันกลางวัน
อย่างระมัดระวัง อย่างหลอกตัวเองว่ามีทางออก
ฉันคิดว่าฉันออกแบบบ้านหลังนี้เอง
หรือบางที…บ้านหลังนี้ออกแบบฉัน
2.5
ใต้หลังคา…
บางคืนฉันปีนขึ้นไปใต้หลังคา
เพื่อหลบสายตาของกำแพงอื่น
ไม่มีใครตามขึ้นมาได้ นอกจากเสียงของตัวเอง
ที่นั่น ร้อนอบอ้าวเหมือนความลับเก่า
ฝุ่นเกาะตามซี่ไม้เหมือนชื่อที่ไม่มีใครเรียก
และความเงียบ…
ก็แน่นหนายิ่งกว่าตะปูที่ตอกไว้
ฉันนั่งกอดเข่า เหมือนเด็กที่ซ่อนอยู่ในจินตนาการ
ลมหายใจสั้นลงทุกครั้งที่มีเสียงฝีเท้าไกลๆ
และบางที ฉันก็จินตนาการว่ามีใครกำลังมองขึ้นมา
ผ่านช่องฝุ่นที่สะท้อนเงาฉันกลับมาเป็นใครบางคน
3
รอยเท้า… มีเสียงเบาๆก้าวเข้ามา
แต่ไม่มีใครสัมผัสตัวฉันได้จริงๆ
พวกเขาเดินผ่านฉันไป เหมือนฉันเป็นเพียงเสาในความมืด
หรือเศษเงาที่หลุดจากฝ้าเพดาน
บางคนกระซิบ
นี่คือการจัดวางที่ดี
บางคนหัวเราะ
ดูเขาพยายามเป็นกำแพงสิ
ไม่มีใครถามว่าฉันยังหายใจอยู่ไหม
หรือว่าอยากจะเป็นอะไรที่ไม่ใช่กำแพง
ฉันเก็บเสียงทั้งหมดไว้ในโพรงอก
และเมื่อพวกเขาจากไป ฉันก็ยังยืนอยู่ตรงนั้น
กึ่งกลางระหว่างการเป็นสิ่งของ และการเป็นใครบางคน…
4
มีเสียงเบาๆ
คล้ายกระจกแตกร้าวในผนังเนื้อ
ฉันก้มลงมองมือของตัวเอง
มันไม่ใช่มืออีกต่อไป
แต่เป็นเศษปูนแห้งแตก
เป็นเส้นรอยร้าวที่ขยายตัวออกทีละนิด
เสียงฝีเท้าของผู้คนยังคงผ่านไป
พร้อมเสียงแนะนำให้ "จับอารมณ์ตรงนี้สิ"
หรือ "เข้าใจไหม ว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร"
แต่ไม่มีใครได้ยินเสียงร้าวภายในของฉัน
ไม่มีใครรู้ว่า สถาปัตยกรรมนี้กำลังพังลงช้าๆ
ภายในความมืดที่ตกแต่งมาอย่างตั้งใจ
ฉันกลายเป็นซาก... ที่ยังแสร้งว่ามั่นคง
4.5
ใต้ดิน…
ฉันเคยหล่นลงไปในห้องที่ไม่มีบันได
เหมือนความทรงจำที่ไม่มีที่มา
และไม่มีทางกลับขึ้นไป
ที่นี่… เย็น
เย็นจนความเปลี่ยวกลายเป็นผิวหนัง
เย็นจนฉันไม่แน่ใจว่าหัวใจยังเต้นอยู่ไหม
ผนังเต็มไปด้วยรอยขีดเขียนที่ไม่มีใครจำได้ว่าใครเขียน
แต่ทุกบรรทัดเหมือนเสียงร้องเบาๆ
ที่ไม่มีใครได้ยินเมื่อมันเกิดขึ้นครั้งแรก
ฉันยืนอยู่กลางห้อง
เหมือนร่างเงาที่ไม่ได้ถูกเรียกชื่อ
เหมือนคำพูดที่ไม่มีผู้ฟัง
บางครั้งฉันสงสัยว่า
แสงไฟที่ลอดมาระหว่างรอยแยกนั้น…
เป็นแค่แสงจากอดีต
หรือเป็นคำเชิญให้ฉันเริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้นใหม่
5
รอยร้าวกลืนกินร่างของฉัน
เหลือเพียงเศษฝุ่นที่ลอยช้าๆในอากาศ
ฉันไม่มีเสียงให้ใครได้ยินอีกต่อไป
ไม่มีรูปทรง ไม่มีพื้นผิว
มีเพียงความรู้สึกว่า "เคยเป็น"
ห้องมืดมีแสงไฟกะพริบชั่วขณะ
ฉายเงาผู้ชมที่เดินข้ามฉันไปโดยไม่รู้ตัว
ฉันกลายเป็นเพียง "สิ่งแวดล้อม"
พื้นที่ที่ไม่มีใครตั้งใจมอง
และในเสี้ยวนาทีสุดท้าย
ฉันได้ยินเสียงบางอย่างแว่วมา
ไม่ใช่เสียงพูด ไม่ใช่เสียงฝีเท้า
แต่เป็นเสียงของตัวฉันเอง
6
"การพังทลายก็คือการออกแบบ"
"การสลายก็คือการเคลื่อนไหว"
"การหายไป ก็คือการได้อยู่"
7
มีใครบางคนเดินเข้ามาในความว่าง
ไม่ใช่ผู้ชม ไม่ใช่ศิลปิน
แต่เป็น "ใครสักคน" ที่เงียบพอจะฟังได้
เขานั่งลงในความเงียบ
ไม่ได้สร้างอะไร
แค่วางมือลงบนพื้นผุกร่อน
ร่างกายของเขากลายเป็นคานรับน้ำหนัก
ที่ยอมอยู่ร่วมกับเศษซาก
การมีอยู่ของเขาทำให้เกิดความรู้สึก
เป็นการเติมเต็มด้วยสิ่งที่สัมผัสไม่ได้
ไม่ใช่ด้วยคอนกรีต ไม่ใช่ด้วยโครงเหล็ก
แต่เป็นการแบ่งปันความเปราะบาง
ฉัน…ในฐานะผู้เฝ้ามองและเสียงสะท้อน
ค่อยๆแทรกตัวเข้าไปในโครงสร้างใหม่
8
ในจุดศูนย์กลางของบ้าน
ความนิ่งทำให้ใจของฉันมีช่องว่าง
แม้จะรู้สึกฉีกขาด
แต่สิ่งที่อยู่ภายในใต้ดินนั้นค่อยๆลอยขึ้นมา
ฉันใช้ความรู้สึกทั้งหมดกดทับมันไว้
โครงสร้างเริ่มก่อตัวขึ้นใหม่
ให้สอดคล้องไปกับเจ้าของ
“ใครเป็นเจ้าของ”
เสียงนั้นดังสะท้อนอยู่ไกลๆ
ฉันนอนแน่นิ่งเหมือนเศษฝุ่น
เอาหูแนบพื้นอย่างระวัง
เสียงประตูดังขึ้นเรื่อยๆ
แม้จะไม่มีประตู… แต่เสียงนั้นมันช่างสมจริงเสียเหลือเกิน
“เราต้องทำความสะอาดและรีโนเวทใหม่”
ฉันได้ยินไม่ผิด…
ฉันนอนอยู่แบบนั้นทั้งคืน
ผนังก็ยังคงเปลี่ยนสี ทุกครั้งที่ฉันกระพริบตา
ความเก่าค่อยๆลอกออก จนเผยให้เห็นสีผิวที่แท้จริง
9
เสียงคนเหล่านั้น
เล็ดลอดออกมาตามช่องอากาศ
มันเหมือนเสียงคลื่น หรือผู้ประกาศข่าว
ในสถานีที่ฉันชอบฟัง
บางครั้งก็อู้อี้ติดขัด รวดเร็วจนจับใจความยาก
การฟังอะไรซ้ำๆในช่องทางเดิม
ก็อาจทำให้ฉันไม่ได้ยินคลื่นแบบใหม่
เสียงมนุษย์หนึ่งดังขึ้นมา
มันชัดถ้อยชัดคำ แต่เมื่อฉันหันมาฟังมัน
เสียงนั้นก็หายไปเสียแล้ว ราวกับว่ามันไม่เคยมีอยู่เลย
ฉันเดินอยู่ในความมืด ทำตัวฟุ้งปลิวไปตามลม
เพื่อรอโอกาสที่จะได้ยินเสียงชัดเจนนั้นอีก
10
เราเป็นสิ่งที่เราซ่อนไว้
แล้วเที่ยวออกตามหา
สุดท้ายก็ไม่มีอะไร…
เพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้า
ฉันจึงเดินบนลู่วิ่งของตัวเอง
และภายในนั้นก็ไม่มีขอบเขตอีกต่อไป
11
บ้านไม่ได้เสร็จในวันสุดท้ายของการตอกตะปูแต่มันเสร็จเมื่อเงาสะท้อนในกระจกเปลี่ยนไป
เสียงหัวเราะลอดรั้วเข้ามาในตอนบ่ายรองเท้าเล็กๆ วางข้างประตู โดยไม่รู้ว่าใครเอามาวางจานเปล่าถูกล้างแม้จะไม่มีใครนั่งอยู่ที่โต๊ะ
ฉันยืนอยู่ที่เดิม ไม่ได้ทำอะไรอีกไม่ได้แนะนำสถานที่ ไม่ได้วางเฟอร์นิเจอร์
แต่ทุกอย่างค่อยๆเรียงตัวเหมือนบ้านจำได้ว่าเกิดมาเพื่อใครบางคน
12
ฉันถอยออกมาอีกนิดเห็นม่านไหวเล็กน้อย แม้หน้าต่างจะปิด
เสียงเพลงลอยออกมาจากช่องระบายอากาศของเล่นวางอยู่ตรงสนาม
ในครัวมีแสงสีส้มนานพอจะรู้ว่า มีใครสักคนยืนอยู่ตรงนั้น
ฉันยังไม่ได้เข้าไปไม่ได้จากไป
บ้านหลังนี้อาจไม่ต้องการเจ้าของแต่อาจต้องการเวลา
และใครสักคนที่เดินผ่านแล้วหยุดอยู่
ฉันไม่ได้ทิ้งอะไรไว้แต่บางอย่างยังคงเติบโต
เหมือนทุกการสร้างสรรค์ที่ไม่เคยจบเพียงแค่เปลี่ยนมือ