Loading...

เมื่อพูดถึงศิลปะในสังคมไทย หลายคนอาจนึกถึงภาพในหอศิลป์ พิพิธภัณฑ์ หรือในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ สิ่งเหล่านี้มีความหมาย แต่ก็มักลดทอนบทบาทของศิลปะให้เหลือเพียงความงามหรือเครื่องมือบันทึกอดีต บทความนี้ชวนมองศิลปะในอีกแง่มุม ผ่านแนวคิด Usership ของ Stephen Wright1 ที่มองว่าคุณค่าของศิลปะไม่ได้อยู่ที่ตัวผลงานหรือผู้สร้างเท่านั้น แต่อยู่ที่การนำไปใช้และการปฏิสัมพันธ์ในหลากหลายระดับ ทั้งส่วนตัว สังคม และโครงสร้างทางอำนาจ Usership เปิดมุมมองใหม่ให้ศิลปะไม่ใช่เพียงสิ่งให้ชม แต่คือสิ่งที่ถูกนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์ต่าง ๆ ทั้งการสื่อสาร การวิพากษ์ การสร้างอัตลักษณ์ หรือกระทั่งการเปลี่ยนแปลง
เพื่อสำรวจพลวัตนี้ บทความจะวิเคราะห์วาทกรรมศิลปะร่วมสมัยจากสองพื้นที่หลักที่ทับซ้อนกันในโลกออนไลน์ แต่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในเชิงการใช้งาน โดยใช้กรอบการวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์ (Critical Discourse Analysis) ของ Norman Fairclough ร่วมกับการสำรวจ “คลังคำ 500 คำ” จากวงสนทนาโครงการ "ใช้ได้" เพื่อเป็นเครื่องมือหลักในการวิเคราะห์
เราจะเริ่มต้นจากการสำรวจชุดคำสำคัญที่สะท้อนวาทกรรมทางเลือกจากสื่อออนไลน์อย่าง The Momentum Prachatai และ Way Magazine ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ศิลปะถูกใช้งานอย่างท้าทายเพื่อต่อต้าน วิพากษ์วิจารณ์ และเชื่อมโยงกับประเด็นทางสังคมและการเมือง หลังจากนั้น เราจะนำชุดคำเหล่านี้ไปสำรวจในบทความและรายงานจากสถาบันหลักทางศิลปะชั้นนำของไทยอย่างหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร(BACC) และสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (OCAC) เพื่อดูว่าคำเหล่านี้ถูกใช้งาน ถูกละเลย หรือถูกนำไปใช้เพื่อสร้างความหมายไปอย่างไร
การวิเคราะห์นี้จึงไม่ใช่แค่การเปรียบเทียบ แต่เป็นการ "ตามรอย" วาทกรรมของศิลปะจากมุมมองของสื่อทางเลือกและย้อนไปสู่พื้นที่ของสถาบันหลัก เพื่อเปิดเผยให้เห็นถึงความแตกต่างและพื้นที่ของการต่อรองที่ซ่อนอยู่ในการใช้งานศิลปะในสังคมไทย ว่าอะไรคือสิ่งที่ "ใช้ได้" และใครคือผู้กำหนดว่ามันจะถูกใช้อย่างไร
วิธีสำรวจ: ตามรอยวาทกรรมจากคำในสื่อออนไลน์
เพื่อให้การสำรวจการใช้งานและวาทกรรมของศิลปะในสื่อออนไลน์ทางเลือกเป็นไปอย่างเป็นระบบและสามารถถอดรหัสความหมายที่ซับซ้อนได้ จึงออกแบบกระบวนการวิเคราะห์ที่มุ่งเน้นการถอดรหัสวาทกรรมจากชุดคำและบริบทการใช้งานจริงในเนื้อหาบทความและข่าว โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้
ผลการวิเคราะห์: ถอดรหัส Usership ผ่านวาทกรรม
การทำความเข้าใจว่าศิลปะร่วมสมัยถูก “ใช้งาน” (Usership) อย่างไรในสังคมไทยในบทความนี้ ได้ใช้การตามรอยชุดคำสำคัญจากสื่อออนไลน์ทางเลือกเพื่อสำรวจว่าชุดคำเหล่านี้ปรากฏในคลังข้อมูลของสถาบันหลักอย่างสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (OCAC) และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ในบริบทใดและมีนัยยะอย่างไร โดยในขั้นตอนแรกได้ทำการคัดเลือก 1,000 คำที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดจากคลังข้อมูลบทความ และนำมาเทียบเคียงกับ "คลังคำ 500 คำ" (Chai-Dai 500 Words Archive) จากวงสนทนาโครงการ "ใช้ได้" เพื่อสำรวจและระบุประเภทของคำหรือวลีทางเลือกที่ขยายขอบเขตออกไปจากวาทกรรมกระแสหลัก จากการเทียบเคียงพบคำที่สอดคล้องกัน 44 คำ และได้คัดเลือกเฉพาะคำหรือวลีที่สะท้อนประเด็นสำคัญเชิงวาทกรรมจำนวน 10 คำหลักมาใช้ในการวิเคราะห์อย่างละเอียด (ดังปรากฏในตาราง)

จากการพิจารณาชุดคำสำคัญที่ได้จากการตามรอย สามารถจัดกลุ่มคำเพื่อการวิเคราะห์เชิงลึกออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้:
กลุ่มวาทกรรมที่ 1: การวิพากษ์ การต่อต้าน และการเมือง
วาทกรรมกลุ่มนี้ในสื่อออนไลน์ทางเลือกชี้ให้เห็นว่าศิลปะถูกใช้เป็น "เครื่องมือ" หรือ "พื้นที่" ในการวิพากษ์อำนาจ, ต่อต้านกระแสหลัก, และตั้งคำถามกับอุดมการณ์ทางการเมือง โดยพบว่าคำสำคัญอย่าง "วิจารณ์", "ต่อต้าน", "กรอบ", "การเมือง", "กระแส", และ "ชาติ" เป็นชุดคำที่มีบทบาทอย่างมากในการสร้างวาทกรรมนี้ การวิเคราะห์ในกลุ่มนี้จะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการใช้งานศิลปะในฐานะ "ผู้ท้าทาย" (ในสื่อทางเลือก) และ "ผู้ธำรงรักษา" (ในสถาบันหลัก)
วิจารณ์: การปะทะระหว่างการตั้งคำถามกับการยอมรับเชิงทฤษฎี ในสื่อออนไลน์ทางเลือก คำว่า "วิจารณ์" มักปรากฏในบริบทของการแสดงความเห็นและการตั้งคำถามเพื่อติเพื่อก่อ บทความจาก Way Magazine อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า การวิจารณ์มิใช่การทำลาย แต่มุ่งพัฒนาแม้กระทั่งความรู้สึกของเราต่อศิลปะ ในระดับวาทกรรม คำว่า "วิจารณ์" ถูกใช้เพื่อเชื่อมโยงศิลปะกับการตรวจสอบสถาบัน3 สะท้อนให้เห็นว่าสื่อเหล่านี้ขยายขอบเขตของการวิพากษ์จากผลงานไปสู่โครงสร้างทางสังคม และในระดับสังคม ศิลปะจึงถูกใช้งาน ในฐานะกลไกของความรับผิดชอบและพื้นที่แห่งการตั้งคำถาม
ในทางตรงกันข้าม เมื่อตามรอยในคลังข้อมูลของสถาบันหลัก คำว่า "วิจารณ์" ปรากฏน้อยมาก โดยถูกใช้ในบริบททางวิชาการเพื่ออธิบายหน้าที่ของศิลปะในเชิงวิพากษ์ซึ่งเป็นการยอมรับเชิงทฤษฎี แต่ไม่ได้นำไปสู่การวิพากษ์การทำงานของสถาบันเองอย่างเป็นรูปธรรม
ต่อต้าน: ช่องว่างที่ไร้การกล่าวถึง ในสื่อออนไลน์ทางเลือก คำว่า "ต่อต้าน" เป็นแกนกลางของวาทกรรมเคลื่อนไหว มักอยู่ในบริบทของการไม่ยอมจำนนต่อความไม่ยุติธรรมและปรากฏควบคู่กับแนวคิดอย่าง counter-culture หรือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์4 โดยเฉพาะในบทความของ Momentum ที่เน้นศิลปะเป็นพลังของการเรียกร้องและการท้าทาย คำว่า "ต่อต้าน" สะท้อนการใช้ศิลปะเพื่อแสดงจุดยืนและปลุกเร้าให้เกิดการเคลื่อนไหวในสังคม
สิ่งที่น่าสนใจและสะท้อนความแตกต่างทางวาทกรรมได้อย่างชัดเจนที่สุดคือ คำว่า "ต่อต้าน" ไม่ปรากฏในคลังข้อมูลของสถาบันหลักเลย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการละเว้นหรือการเลือกที่จะไม่กล่าวถึงวาทกรรมที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งเชิงโครงสร้างหรือการขัดขืนต่ออำนาจรัฐอย่างสิ้นเชิง
กรอบ: การต่อสู้เพื่ออิสรภาพกับความพยายามในการจัดระเบียบ วลีอย่าง "อยู่ในกรอบ" หรือ "นอกกรอบ" ปรากฏบ่อยในบทสัมภาษณ์ของศิลปินในสื่อทางเลือก5 6 โดยสะท้อนความพยายามของศิลปะในการเคลื่อนตัวออกจากข้อจำกัดของขนบ หรืออำนาจที่มองไม่เห็นในระดับวาทกรรม การกล่าวถึง "กรอบ" แสดงให้เห็นถึงการถกเถียงเกี่ยวกับขอบเขตเสรีภาพในการแสดงออก และชี้ถึง usership ของศิลปะในฐานะกลไกการเจรจาต่อรองกับอำนาจที่ต้องการควบคุมเนื้อหา
ในทางกลับกัน สถาบันหลักใช้คำว่า "กรอบ" ในบริบทที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยมักปรากฏในเชิงการทลายกรอบความคิดสร้างสรรค์ (เช่น "ทลายกรอบความคิด")7 แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อวิพากษ์ "กรอบ" ทางการเมืองหรืออุดมการณ์ที่สถาบันเป็นผู้กำหนด
การเมือง: ศิลปะที่ไม่อาจแยกจากอุดมการณ์กับการใช้งานที่จำกัด คำว่า "การเมือง" ในสื่อทางเลือกมักถูกวางไว้เคียงคู่กับศิลปะเพื่อชี้ให้เห็นว่าศิลปะมิใช่สิ่งที่อยู่เหนือการเมือง บทความที่ปรากฏใน Way และ Prachatai ตั้งคำถามถึงบทบาทของศิลปินในการมีส่วนร่วมทางการเมือง และทำให้เห็นว่าศิลปะเป็นเสียงที่มีพลังในสนามทางอุดมการณ์
ในทางตรงกันข้าม สถาบันหลักใช้คำนี้ในบริบทที่ถูกจำกัด โดยปรากฏในบริบททางประวัติศาสตร์ เช่น "การเมืองยุคล่าอาณานิคม"8 หรือในนิทรรศการที่เกี่ยวกับประเด็นทางสังคม แต่ไม่ได้เชื่อมโยงกับการวิพากษ์นโยบายรัฐโดยตรง
กระแส: การท้าทายกับความพยายามในการเกาะเกี่ยว คำว่า "กระแส" ในสื่อทางเลือกปรากฏในทั้งแง่บวกและลบ เช่น "หนังนอกกระแส"9 ซึ่งสะท้อนการต่อรองระหว่างความนิยมกับทางเลือก วาทกรรมนี้แสดงให้เห็นว่าสื่อเหล่านี้มองศิลปะว่าไม่จำเป็นต้องอยู่ในกระแสหลักเสมอไป และสามารถสร้างกระแสของตัวเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทความที่เน้นศิลปินอิสระ
แต่เมื่อตามรอยในบริบทของสถาบันหลัก คำว่า "กระแส" ถูกใช้ในเชิงของการ "ค้นหาโอกาสท่ามกลางกระแสร่วมสมัย"10 สะท้อนการใช้งานในเชิงการตลาด การสร้างมูลค่า และการนำเสนอศิลปะที่ทันสมัยตามแนวโน้มโลก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ชาติ: การท้าทายนิยามกับการตอกย้ำอัตลักษณ์ คำว่า "ชาติ" ในสื่อทางเลือกมักปรากฏในบริบทที่ถูกตั้งคำถามว่าหมายถึงใครและใครเป็นผู้กำหนด การใช้คำว่า "ชาติ" ในบทความจาก Momentum มักเชื่อมโยงกับความขัดแย้งในระดับรากฐานของสังคมไทย ในระดับวาทกรรม ศิลปะจึงถูกใช้งานเพื่อสำรวจอัตลักษณ์ รื้อสร้างขอบเขต และท้าทายการนิยามความเป็นชาติที่ถูกผูกกับสถาบันและรัฐ11
ในทางตรงกันข้าม สถาบันหลักใช้คำนี้เพื่อตอกย้ำการยอมรับอย่างเป็นทางการ โดยปรากฏในบริบทที่เกี่ยวข้องกับ "ศิลปินแห่งชาติ"12 และการเป็น "สมบัติของชาติ"13 ซึ่งเป็นการผูกโยงศิลปะกับอัตลักษณ์ของชาติที่รัฐกำหนดผ่านการให้การรับรอง
กลุ่มวาทกรรมที่ 2: คุณค่าเชิงมนุษย์และประสบการณ์ชีวิต
วาทกรรมกลุ่มนี้ในสื่อออนไลน์ทางเลือกสะท้อนการขยายนิยามของศิลปะให้ก้าวข้ามเพียงมิติทางสุนทรียะหรือมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไปสู่การให้ความสำคัญกับคุณค่าที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ชีวิตมนุษย์ ความรู้สึก อัตลักษณ์ และการแสวงหาความหมาย
คุณค่า: การนิยามใหม่ที่พ้นไปจากราคาหรือศักดิ์ศรี ในสื่อออนไลน์ทางเลือก คำว่า "คุณค่า" ปรากฏในบริบทที่เชื่อมโยงกับอุดมคติ ความเป็นธรรม และจิตใจ มากกว่าจะจำกัดอยู่เพียงมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือความศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดโยงกับตลาด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการวิจารณ์ “ความศักดิ์สิทธิ์เชิงคุณค่า” ที่ถูกลดทอนและแทนที่ด้วย “ความศักดิ์สิทธิ์เชิงราคา” ในบทความของ Momentum14 บทความเหล่านี้เปิดพื้นที่ให้ศิลปะมีสถานะเป็น “สื่อกลาง” ที่ชวนให้ทบทวนว่า อะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าจริงๆ ต่อชีวิตและสังคม และใครเป็นผู้กำหนดมัน
ในทางกลับกัน เมื่อตามรอยในคลังข้อมูลของสถาบันหลัก คำว่า "คุณค่า" มักถูกใช้ในบริบทที่เน้นคุณประโยชน์และมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของ OCAC ที่มุ่ง "นำศิลปะร่วมสมัย...มาช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มขึ้นตามยุทธศาสตร์กระทรวงวัฒนธรรม"15
ชีวิต: พื้นที่ของประสบการณ์ ความหลากหลาย และอัตลักษณ์ ในสื่อออนไลน์ทางเลือก คำว่า “ชีวิต” มักใช้เพื่อสะท้อนประสบการณ์ส่วนบุคคล ความเป็นตัวตน และอัตลักษณ์ที่ไม่จำกัดกรอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ เพศสภาพ หรือความเป็นอยู่ของกลุ่มคนชายขอบ บทความจาก Momentum ยกตัวอย่างเทศกาลศิลปะเควียร์ที่นำเสนอ “ประสบการณ์ชีวิตอันหลากหลาย” หรือการเล่าเรื่องชีวิตผ่านคีย์บอร์ดและหน้าจอ ศิลปะในที่นี้จึงไม่ใช่เพียงผลงาน หากแต่เป็นพื้นที่สำหรับการแสดงออกของ “ชีวิตจริง” ที่ทั้งซับซ้อนและหลากหลาย16
ในทางตรงกันข้าม สถาบันหลักใช้คำว่า “ชีวิต” ในบริบทที่จำกัดกว่า โดยมักจะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของศิลปินที่ได้รับการยกย่อง หรือการเรียนรู้ประสบการณ์ในเชิงบวก เช่น การตั้งชื่องานแสดง "ขอสักครั้งในชีวิต"17 โดยไม่ได้ถูกใช้เพื่อสำรวจประเด็นที่อ่อนไหวเกี่ยวกับอัตลักษณ์ที่หลากหลายของกลุ่มคนที่ถูกมองข้ามเหมือนในสื่อทางเลือก
จากการวิเคราะห์ข้างต้น ชี้ให้เห็นว่าสื่อออนไลน์ทางเลือกกำลังใช้งานศิลปะเพื่อเชื่อมโยงกับมิติที่ลึกซึ้งกว่าเรื่องความสวยงามหรือมูลค่าทางเศรษฐกิจ ศิลปะในบทความเหล่านี้มักสะท้อนอุดมคติ ประสบการณ์ส่วนตัว และความหลากหลายของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการแสวงหาอัตลักษณ์ ความเท่าเทียม หรือความหมายของการดำรงอยู่ การรวมกันของคำทั้งสองจึงเผยให้เห็นว่าศิลปะไม่ได้ถูกแยกออกจากชีวิต แต่กลายเป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจและสื่อสารสิ่งที่มนุษย์ให้คุณค่าในโลกที่ซับซ้อน
กลุ่มวาทกรรมที่ 3: การสร้างพื้นที่เพื่อการมีส่วนร่วมและบริบทเชิงท้องถิ่น
ในกลุ่มนี้ สื่อออนไลน์ทางเลือกใช้คำว่า "ท้องถิ่น" และ "พื้นที่" เพื่อรื้อถอนแนวคิดศิลปะส่วนกลาง (Centralization) ที่ผูกติดอยู่กับเมืองใหญ่หรือสถาบัน และเปิดโอกาสให้ชุมชนและกลุ่มชายขอบมีส่วนร่วม
ท้องถิ่น: การกระจายศูนย์ศิลปะสู่ชุมชนกับการธำรงรักษาอัตลักษณ์ ในสื่อออนไลน์ทางเลือก คำว่า “ท้องถิ่น” มักปรากฏควบคู่กับคำอย่าง “พื้นบ้าน” “ชุมชน” หรือ “ภูมิภาค” สื่อถึงความพยายามในการรื้อถอนแนวคิดศิลปะส่วนกลาง ศิลปะในที่นี้จึงไม่ใช่เพียงสิ่งสูงส่งที่จัดแสดงอยู่ในหอศิลป์กลางเมือง แต่เป็นสิ่งที่ฝังตัวอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ซึ่งสะท้อนว่าศิลปะถูกใช้งานเพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่มีพลวัต และท้าทายภาพจำเดิมที่จำกัดท้องถิ่นไว้เพียงความดั้งเดิมหรืออนุรักษ์นิยม
ในทางตรงกันข้าม เมื่อตามรอยในคลังข้อมูลของสถาบันหลัก คำว่า "ท้องถิ่น" ถูกใช้ในบริบทของการอนุรักษ์ "ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น"18 และมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ของชาติ ซึ่งเป็นการใช้งานเพื่อธำรงรักษามากกว่าการกระจายศูนย์อำนาจอย่างแท้จริง
พื้นที่ : การแสวงหาและยึดคืนสิทธิในการมีส่วนร่วมกับการควบคุมเพื่อการแสดง ในสื่อออนไลน์ทางเลือก คำว่า “พื้นที่” ถูกใช้ทั้งในความหมายกายภาพ เช่น ลานกิจกรรม หอศิลป์ หรือคาเฟ่ และความหมายเชิงนามธรรม เช่น “พื้นที่ปลอดภัย”19 หรือ “พื้นที่แห่งการแสดงออก”20 วาทกรรมนี้ยืนยันว่าศิลปะไม่เพียงต้องการพื้นที่แสดง แต่ต้องการพื้นที่สำหรับการมีอยู่ของเสียงที่ถูกมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเยาวชน ชาว LGBTQIA+ หรือกลุ่มชาติพันธุ์ชายขอบ ลักษณะนี้แสดงให้เห็นถึง usership ของศิลปะในฐานะเครื่องมือของประชาธิปไตย ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้สร้าง แสดง และมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม
ในทางตรงกันข้าม ในบริบทของสถาบันหลัก คำว่า "พื้นที่" ถูกใช้ในเชิงของการควบคุมและนิยามพื้นที่ของตนเองเพื่อการจัดแสดง แม้จะมีเป้าหมายในการ "สร้างจินตนาการและแรงบันดาลใจ"21 แต่โครงสร้างการบริหารก็แสดงให้เห็นถึงบทบาทของสถาบันในการควบคุมพื้นที่และทิศทางการนำเสนอ
บทสรุปส่งท้าย: เมื่อศิลปะไม่ใช่เพียงสิ่งที่มีอยู่ แต่คือสิ่งที่ถูกใช้งาน
จากการสำรวจการใช้งานศิลปะในบริบทที่หลากหลาย บทวิเคราะห์นี้ได้ฉายภาพให้เห็นถึงพลวัตทางวาทกรรมที่ซับซ้อนในวงการศิลปะไทย ศิลปะไม่ได้ดำรงอยู่ในฐานะสิ่งสูงส่งหรือแยกขาดจากชีวิตประจำวัน แต่ถูกนำมาใช้งานในหลากหลายบริบทที่สะท้อนถึงอุดมการณ์และโครงสร้างอำนาจที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
การวิเคราะห์นี้ไม่ได้มุ่งเสนอคำจำกัดความที่ตายตัวของคำว่าศิลปะ หากแต่เปิดให้เห็นถึงพลวัตของความหมายซึ่งเคลื่อนไหวและต่อรองอยู่ตลอดเวลา ศิลปะในฐานะ "Usership" จึงไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว แต่เป็นสิ่งที่ถูกนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์ที่หลากหลาย ซึ่งในมุมมองของ OCAC และ BACC อาจเป็นการใช้เพื่อสร้างสรรค์สังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน หรือสร้างจินตนาการและแรงบันดาลใจให้แก่ประชาชน และในมุมของสื่อทางเลือกคือการวิพากษ์และสร้างการเปลี่ยนแปลง ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าศิลปะไม่ใช่สิ่งที่ "ถูกรับชม" หรือ "บริโภค" แต่เป็นสิ่งที่เปิดให้มีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น และมีนัยทางสังคมที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น แล้วคุณล่ะ? ไม่ว่าคุณจะอยู่ในฐานะผู้รับสาร ผู้สร้างสรรค์ หรือผู้เฝ้าติดตาม คุณจะใช้งานศิลปะอย่างไร? งานชิ้นนี้ไม่ได้พาคุณมาสำรวจเพื่อหาและมอบคำตอบ แต่เป็นการชวนให้มาเริ่มต้นสำรวจ ค้นหา และนิยามบทบาทของศิลปะที่ 'ใช้ได้' ในแบบฉบับของคุณเอง